โรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์สู่คน ดูแลไม่ถูกวิธีอาจถึงชีวิตได้

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคร้ายที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน หากติดเชื้อและไม่ได้เข้ารับการรักษาทันเวลา อีกทั้งความรุนแรงของโรคจะทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลต่อพฤติกรรม ประสาทหลอน นอนไม่หลับ และอาจนำไปสู่ปัญหาในระยะยาวที่ส่งผลต่อชีวิตได้

โรคพิษสุนัขบ้า คืออะไร

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดเชื้อในระบบประสาทจากสัตว์สู่คน เชื้อพิษสุนัขบ้าไม่เพียงแต่จะพบได้ในสุนัขเท่านั้น แต่ยังพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น ลิง วัว แมว หนู กระต่าย ฯลฯ เป็นโรคที่มีความอันตรายถึงชีวิต ที่สำคัญพบว่าผู้ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ามักลงเอยด้วยการเสียชีวิตทุกราย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา ทำได้เพียงแค่การดูแลตามอาการเท่านั้น แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

โรคพิษสุนัขบ้า คืออะไร
โรคพิษสุนัขบ้า คืออะไร

โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อได้โดยการสัมผัสกับน้ำลายเมื่อถูกกัด หรือถูกเลียบริเวณที่มีรอยแผลอยู่ นอกจากนี้การชำแหละเนื้อสัตว์ ซากสัตว์เพื่อรับประทานผลิตภัณฑ์ดิบจากสัตว์ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้เชื้อพิษสุนัขบ้าแล่นเข้ามาสู่ร่างกายคนได้ โดยหลังจากการได้รับเชื้อผู้ป่วยมักแสดงอาการป่วยในประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวานานหลายมีกว่าจะแสดงอาการออกมาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวน และความลึกของบาดแผล รวมไปถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัด โดยอาการพิษสุนัขบ้าสามารถแบ่งได้ 3 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะเริ่มต้น : ผู้ป่วยจะมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง คือ ไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้อาเจียน รู้สึกกระวนกระวายนอนไม่หลับ ในบางรายอาจมีอาการเจ็บ เสียวแปล๊บ หรือคันอย่างมากบริเวณที่ถูกกัด โดยอาการนี้จะแสดงชัดเจนในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 – 10 วันหลังได้รับเชื้อ
  2. ระยะที่มีอาการทางสมอง : สำหรับผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะนี้จะเริ่มรู้สึกสับสน ยวุ่นวาย อยู่ไม่นิ่ง กระสับกระส่าย กลืนลำบาก และมีอาการกลัวน้ำร่วมด้วย ซึ่งอาการจะกำเริบหนักเมื่อมีเสียงหรือถูกสัมผัสเนื้อตัว จากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการชักและเป็นอัมพาตได้ อาการจะแสดงภายใน 2 – 7 วัน
  3. ระยะสุดท้าย : มีอาการเกร็ง หายใจลำบาก แน่นหน้าอก กล้ามเนื้อกระตุก แขนขาอ่อนแรง และอาจเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น มีอาการโคม่า และเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
วิธีป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
วิธีป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร ?

เนื่องจากปัจจุบันโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียาที่ใช้สำหรับการรักษา และหากติดเชื้อก็มักเสียชีวิตเกือบทุกราย ดังนั้นหากต้องการป้องกันไม่ให้โรคนี้เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยแนวทางการป้องกันสามารถทำได้ ดังนี้

  1. ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
  • พาสัตว์ไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปีห้ามขาด
  • ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปเล่นตามที่สาธารณะ เพราะเสี่ยงต่อการถูกสัตว์จรจัดตัวอื่น ๆ กัด หรือสัตว์ไปกินอาหาร – น้ำ ต่อจากสัตว์ที่เป็นโรค หากต้องการนำไปเดินเล่นเจ้าของควรควรติดตามและมีสายจูงไปด้วยทุกครั้ง
  • ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง หากต้องการเลี้ยงจะต้องนำไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนให้เรียบร้อย
  1. หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด สัตว์ทุกตัวมักมีสัญชาตญาณความดุร้ายอยู่ในตัวเสมอ ดังนั้นไม่ควรไปแหย่หรือรังแกสัตว์ให้โมโก รวมถึงไม่เข้าไปยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่เพิ่งเจอ ไม่คุ้นชิน หรือไม่มีเจ้าของ เพราะนั่นอาจเสี่ยงต่อการที่คุณโดนกัดได้ง่าย ๆ
  2. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เมื่อถูกสัตว์กัด หากถูกสัตว์กัดต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง นานอย่างน้อย 15 นาที ล้างให้ลึกถึงก้นแผลเท่าที่จะทำได้ เช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ จากนั้นเข้าพบแพทย์ทันที (เช็คประวัติสัตว์ที่เป็นต้นเหตุด้วย)

โรคร้ายและความอันตรายมีอยู่ใกล้ตัวเสมอ ดังนั้นมนุษย์อย่างเรา ๆ ก็ไม่ควรชะล่าใจ แม้ว่าจะคุ้นชินกับสัตว์มากขนาดไหน แต่หากสัตว์ติดเชื้อหรือมีความดุร้ายขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็อาจนำพาสิ่งเลวร้ายเข้ามาสู่คุณได้ ที่สำคัญอย่าลืมทำประกันสุขภาพคุ้มครองความปลอดภัยเอาไว้ ยังไงก็อุ่นใจกว่าแน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *